วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มะละกอ


มะละกอ ชื่อวิทยาศาสตร์: Carica papyya L. ชื่อวงศ์: CARICACEAE ชื่อสามัญ: Papaya. ชื่อท้องถิ่น: มะก๊วยเต็ด ก๊วยเท็ด
ลักษณะทั่วไปของมะละกอ สามารถเจริญเติบโ๋ตได้ดีในทุกสภาพภูมิอากาศ ดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมขัง มีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 6.0-6.8 มะละกอใช้ผลบริโภคทั้งผลดิบและผลสุก

การเตรียมแปลงปลูกมะละกอ

มะละกอ เป็นพืชที่มีระบบรากลึกและกว้าง ทำหลุมปลูกระยะห่างระหว่างแถว 2-2.5 เมตร ระหว่างต้น 2 เมตร ตีหลุมลึก 0.5 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมี 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนแกงต่อหลุม ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว ทับบนปุ๋ยเคมี นำต้นกล้ามะละกอ ลงปลูกในหลุมกลบโคนเล็กน้อยแล้วรดน้ำให้ชุ่ม หลังปลูกเสร็จให้ทำหลักเพื่อยึดลำต้นไม่ให้โยกขณะลมพัด

การดูแลรักษามะละกอ

  1. การใ้ห้ปุ๋ย
    - ให้ปุ๋ย 15-15-15 หลุมละ 1 ช้อนแกง ทุก 30 วัน
    - ให้ปุ๋ย 14-14-21 หลังติดดอกออกผลแล้ว อัตรา 1ช้อนแกง/ต้น/หลุม หรือจะใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์น้อยลงก็ได้
  2. การให้น้ำ เนื่องจากมะละกอเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย แต่อย่าให้ขาดน้ำ เพราะจะทำให้ต้นแคระแกรน ไม่ติดดอกออกผล การให้น้ำอย่าให้มากเกินไป ถ้าน้ำท่วมขังนาน 1-2 วัน ต้นมะละกอจะเหลืองและตายในที่สุด
  3. การพรวนดินกำจัดวัชพืช ควรมีการพรวนดินกำจัดวัชพืชในช่วงแรก อย่าให้วัชพืชรบกวน
  4. การทำไม้หลัก เพื่อค้ำยันพยุงลำต้นไม่ให้ล้ม โดยเฉพาะช่วงติดผล


สรรพคุณ และ ประโยชน์ของมะละกอ



สรรพคุณ / ประโยชน์ของมะละกอ

ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึง ส้ม นิยมนำผลสดมากินสดและนำไปปรุงอาหารได้ด้วย

มะละกอมีลำต้นตรงไม่มีกิ่งก้าน ลำต้นนิ่มมีสีเทา และมีร่องรอยของใบที่หลุดร่วงไป
ใบเป็นใบเดี่ยวมีแฉกลึก 5-9 แฉก ก้านใบยาว เรียงตัวแบบสลับเกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาว
ช่อดอกเพศผู้มีก้านดอกยาว กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว 1.5-2.5 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2.5 เซนติเมตร เกสรเพศผู้มี 10 อัน ดอกเพศเมียก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอกเลย ดอกเพศเมียและดอกสมบูรณ์เพศออกเดี่ยวหรือ 2-3 ดอก กลีบดอก 5 กลีบ ดอกมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกทั้งสองเพศก็ได้ ผลดิบมีเนื้อสีขาวอมเขียวมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก
ผลสุกมีเนื้อสีแดงส้ม เนื้อหนาอ่อนนุ่ม รสหวาน มีเมล็ดรูปไข่สีน้ำตาลดำผิวขรุขระมีถุงเมือกหุ้มจำนวนมาก

มะละกอเป็นไม้ผลที่คนไทยนิยมกิน ยอดอ่อนดองกินได้
ผลดิบนำมาปรุงอาหาร ใช้ปรุงส้มตำ แกงส้ม แกงเหลือง แกงอ่อม ผัดไข่ ต้มจิ้มน้ำพริก ผลสุกกินสด
น้ำมีรสชาติหวานหอม มีวิตามินเอและแคลเซียมสูง 



มะละกอมาจากไหน?

มะละกอเป็นพืชท้องถิ่นของ ทวีปอเมริกากลางและใต้ มีหลักฐานว่า...
ชาวพื้นเมืองแคริบเบียน ในเขตชายฝั่ง ประเทศปานามา และโคลัมเบีย
เป็นชนกลุ่มแรกที่ปลูกมะละกอกิน

ซึ่งชาวพื้นเมืองแคริบเบียนจะเรียกมะละกอเป็นภาษาพื้นเมืองว่า...อาบาบัย [ ababai ]
ภายหลังดินแดนแถบนี้ถูกชาวสเปนยึดเป็นอาณานิคมได้ในปี ค.ศ.1526
ชาวสเปนได้เรียกชื่อ อาบาบัย เพี้ยนเป็น ปาปาย่า [ papaya ]
และเป็นที่มาของชื่อปาปาย่า หรือ มะละกอ ในภาษาอังกฤษทุกวันนี้



และจากนั้นมะละกอก็ได้แพร่หลายเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดย...พ่อค้าชาวสเปน & โปรตุเกสนำเข้ามาในราว คริสต์ศตวรรษที่ 16 - 17
และมีการปลูกขยายพันธุ์จนแพร่หลาย ซึ่งสันนิษฐานกันว่า...
ไทยอาจได้พันธุ์ผลไม้ชนิดนี้มาจาก มะละกา [ มาเลเซีย ]จึงเป็นที่มาของคำว่า มะละกอ ในปัจจุบัน

พันธุ์ที่นิยมปลูก

ถึงแม้ว่ามะละกอจะมีมากมายหลายพันธุ์ แต่เนื่องจากมะละกอเป็นพืชที่มีความ ไว่ต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม จึงมีอยู่ไม่กี่พันธุ์เท่านั้นที่เหมาะกับสภาพดินฟ้า อากาศของบ้านเรา คือ พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์แขกดำ พันธุ์โกโก้ และพันธุ์สายน้ำผึ้ง
ขึ้นชื่อว่า "พรรณพืช" เป็นคำที่มีความหมายกว้างเหลือเกิน ทีแรกหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอย่างสงสัยใคร่รู้ว่าจะเล่าเรื่องต้นไม้บรรดามีบนแผ่นดินไทยเลยเชียวหรือ และจะเล่าเรื่องต้นไม้ในแง่มุมใดก็ยิ่งมีหลากหลายมุมยิ่งขึ้นไปอีก
แต่เพียงแค่ต้นไม้ 10 ชนิด ที่ ดร.สุรีย์ ภูมิภมร สืบสาวย้อนผ่านประวัติศาสตร์ไทยก็ชวนอ่านชวนติดตาม มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสร้างความสนุกปนแปลกใจ ต้นไม้บางชนิดแทบไม่น่าเชื่อว่ามีที่มาจากอีกซีกโลกหนึ่ง
ที่ทึ่งใจอย่างมากคือ มะละกอ ส่วนประกอบสำคัญของส้มตำ อาหารที่ขาดไม่ได้สำหรับบางคน ใครจะเชื่อว่ามะละกอเข้ามาในไทยไม่ถึง 200 ปี ที่คนสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่เคยลิ้มรสมะละกอมาก่อน
มะละกอเดินทางมาแสนไกลจากทวีปอเมริกากลาง โดยกองทัพเรือสเปนและโปรตุเกสพกติดเรือมาปลูกแพร่พันธุ์ในเอเชีย หากไม่เคยทราบประวัติความเป็นมาของมะละกอ หลายคนคงเหมารวมว่ามะละกอเป็นพืชคู่สวนครัวไทยมาช้านานแต่โบราณ
ปัจจุบันไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ามะละกอกลายเป็นที่นิยมปลูกตามสวนหลังบ้าน เพราะเพียงแค่เมล็ดหล่นลงดิน แป๊บเดียวก็งอกเป็นต้นอย่างง่ายดาย เคล็ดลับในการปลูกมะละกอให้ได้ผลผลิตเยอะ ๆ ต้องเลือกต้นที่เป็นกะเทยคือ มีเกสรตัวผู้และตัวเมียบนต้นเดียวกัน เพราะนักวิทยาศาสตร์เขาศึกษาการถ่ายทอดลักษณะประจำพันธุ์มาอย่างดิบดี พบว่าต้นกะเทยจะติดผลมาก ให้ผลโต และคุณภาพดี
......
ต้นไม้ไม่ใช่เกี่ยวข้องกับคนเราเพียงแค่เรื่องกิน แต่กินความหมายกว้างขวางไปถึงเรื่องจิตวิญญาณนั่นเชียว
ต้นโพธิ์ที่แผ่กิ่งก้านร่มเย็นบนลานวัด แค่นั่งพักใต้ร่มโพธิ์ก็ช่วยผ่อนคลายใจอย่างน่าประหลาดใจ
ใครจะเชื่อ(อีก)ว่า ต้นศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย ต้นไม้ที่พุทธศาสนิกชนดั้นด้นไปบูชากราบไหว้มานับกว่าสองพันปี เป็นต้นที่แตกหน่อมาจากต้นเดิมแล้วเติบโตทดแทนกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ต้นศรีมหาโพธิ์จึงไม่ใช่แค่ต้นไม้ธรรมดา แต่ยังรับหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนามานับแต่สมัยพุทธกาล
เรื่องนี้มีที่มา สืบย้อนกลับไปสมัยพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ผู้เลื่อมใสพระพุทธเจ้าเดินทางมากราบไหว้พระศรีมหาโพธิ์ไม่ว่างเว้น จนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชได้ฟื้นฟูทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างดี จนไม่ค่อยสนพระทัยการหาความสุขส่วนตัวเหมือนแต่ก่อน เหล่านางสนมจึงโกรธแอบให้สาวใช้นำยาพิษไปรดพระศรีมหาโพธิ์จนตาย
พระเจ้าอโศกทรงเสียพระทัยมาก ทรงนอนคว่ำหน้าลงกราบไหว้(แบบธิเบต ไหว้นอนคว่ำหน้าราบกับพื้น)ไม่ยอมลุกขึ้น พระศรีมหาโพธิ์ได้แตกหน่อใหม่อีกครั้ง วิบากกรรมของพระศรีมหาโพธิ์เกิดขึ้นถึง 4 ครั้ง 4 ครา (กรุณาหาอ่านต่อเอาเอง)
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านก็เกิดความระลึกในใจถึงหลักธรรมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีเกิด ตั้งอยู่ และดับไปอย่างหลีกหนีไม่พ้น เหมือนพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้
เกร็ดความรู้เรื่องพรรณพืชอีกหลายชนิด ที่หากไม่มีใครบันทึกเก็บไว้ให้อ่าน(เล่น)แบบนี้ ไม่นานคงสูญหายไปเหลือแต่ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่บอกเฉพาะเรื่องสายพันธุ์ วิธีเพาะปลูก ผลผลิต ฯลฯ แต่ขาดชีวิตชีวาทางวัฒนธรรม ความเชื่อที่สัมพันธ์กับความเป็นอยู่ บางครั้งเลยไปถึงเรื่องพลังศรัทธาเหมือนพระศรีมหาโพธิ์

ส่วนประกอบของมะละกอ



น้ำ                                  86.4 เปอร์เซนต์
คาร์โบไฮเดรท                  12.2 กรัม
โปรตีน                              0.6 กรัม
ไขมัน                                0.2 กรัม
พลังงาน                          48.0 แคลลอรี่
เส้นใย                                         0.6 กรัม
เถ้า                                 0.6 กรัม
โปแตสเซียม                  204.0  มิลลิกรัม
แคลเซียม                        23.0  มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส                     10.0  มิลลิกรัม
โซเดียม                           3.0 มิลลิกรัม
เหล็ก                               0.7  มิลลิกรัม
วิตามินเอ                     425.0  ไอ.ยู
วิตามินซี                          89.0  มิลลิกรัม
ไทอามีน                         0.03   มิลลิกรัม
ไนอาซี                             0.40  มิลลิกรัม
โรโบเฟวิน                        0.03  มิลลิกรัม
ใครที่ไม่ชอบมะละกอควรเปลี่ยนใจมารับประทานได้แล้ว มะละกอมีคุณค่ามากมายดังได้กล่าวมาแล้ว  ที่รอบ ๆ บ้านอย่าปล่อยให้ว่างเปล่า  ลองปลูกมะละกอดูเล่น ๆ อาจจะได้มะละกอมารับประทานจริง ๆ ก็ได้  ถ้าใจร้อนก็เก็บผลดิบมาทำส้มตำก่อนก็ได้  หรือถ้าใจเย็นก็ปล่อยทิ้งไว้ให้สุก  รับประทานเป็นผลไม้ หรือทำฟรุตสลัด  ก็อร่อยมิใช่น้อยเลย  ลองปลูกดูซิคะ แล้วคุณจะมีความสุขที่ได้เห็นต้นมะละกอของคุณเจริญเติบโต  ออกดอกให้ผล ให้คุณได้ชื่นใจจริง ๆ

ลักษณะทั่วไป
มะละกอเป็นไม้ล้มลุก (บางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไม้ยืนต้น) ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยู่ภายในกินไม่ได้

เทคโนโลยีการเกษตร

เดิมพ่อแม่ของคุณสมบัติอยู่ที่จังหวัดนครนายก แต่เนื่องจากที่จังหวัดปราจีนบุรี แถบอำเภอวังน้ำเย็น เป็นป่าที่เปิดใหม่ มีไร่นากว้าง ที่ดินราคาไม่แพง บางแห่งซื้อราคาถูกๆ ไร่ละ 500-1,000 บาท จำนวน 10-20 ไร่ หากขยันก็บุกเบิกได้เพิ่มเติมอีก ครอบครัวเขาจึงย้ายมาปักหลักอยู่บ้านเลขที่ 7/1 หมู่ที่ 3 ตำบลพระเพลิง อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว เมื่อก่อนสถานที่แห่งนี้ ขึ้นกับอำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดปราจีนบุรี

คุณสมบัติ คำแดง บอกว่า ตนเองย้ายมาอยู่ที่เขาฉกรรจ์ ตั้งแต่อายุได้ 6 ปี ปัจจุบัน ปี 2554 อายุได้ 38 ปี
อาชีพที่พ่อแม่ของคุณสมบัติทำและตกทอดมายังคุณสมบัติคือ ทำนา ทำไร่

เมื่อปี 2536 คุณสมบัติเห็นคนที่จันทบุรี ปลูกมะละกอแล้วมีรายได้ดี จึงอยากทำบ้าง เขาซื้อเมล็ดมะละกอมาปลูกในพื้นที่ 3 ไร่ ปลูกแล้วเห็นเงิน จึงขยายเพิ่มเรื่อยๆ บางคราวปลูกมากถึง 20 ไร่ เมื่อมีผลผลิต แรกๆ มีคนมาซื้อ ต่อมาเขานำไปขายเองที่ตลาดไท ขณะเดียวกันก็ซื้อของคนอื่น ที่เรียกว่า "ลูกสวน"

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

กล้วย


ประวัติความเป็นมาของกล้วย
ในเอกสารโบราณกล่าวว่า  กล้วยเป็นผลไม้ของชาวอินเดีย  พบมีอยู่มากในแถบเอเชียตอนใต้  โดยเฉพาะทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย  พม่า  เขมร  จีนตอนใต้  หมู่เกาะอินโดนีเซีย  เกาะบอร์เนียว  ฟิลิปปินส์  และไต้หวัน
กล้วยในประเทศที่กล่าวถึงนั้น  เป็นกล้วยป่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ  ซึ่งต่อมาเมื่อมนุษย์สังเกตเห็นว่าสัตว์ต่างๆ  กินกล้วยเป็นอาหารได้  มนุษย์จึงลองกินกล้วยดู  และเมื่อเห็นว่ากล้วยกินเป็นอาหารได้  มนุษย์จึงเริ่มรู้จักวิธีการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด  หน่อ  ติดตัวไปยังสถานที่ที่อพยพไป  ทำให้กล้วยแพร่หลายไปยังถิ่นต่างๆ  มากยิ่งขึ้น  จนมีผู้กล่าวว่า  กล้วยเป็นอาหารชนิดแรกของมนุษย์  และเป็นพืชชนิดแรกที่มีการปลูกเลี้ยงไว้ตามบ้าน
ในพระพุทธศาสนา  มีการวาดภาพต้นกล้วยในงานจิตรกรรม  ในภาพวาดเป็นการนำกล้วยไปสักการะพระเจ้ากาละ
จีนโบราณมีการบันทึกไว้ว่า  มีกล้วยอยู่  12  ชนิด  ได้แก่  ปารู  กัน-เชียว  ยาเชียว  ปาเชียว  นันเชียว  เทียนเชียว  ชีเชียว  ชุงเชียว  เมเจนเชียว  โปโชวเชียว  ยังเชียวเชียว  ยูฟูเชียว  กล้วยเหล่านี้ปลูกมากที่กวางตุ้ง  ฟูเกียง  ฯลฯ
กล้วยมีเส้นทางการเผยแพร่ราวกับนิยาย  เมื่อประมาณ  ปี  ค.ศ.200  บริเวณเมดิเตอร์เรเนียนยังไม่มีการปลูกกล้วย  จนถึง  ค.ศ.650  เมื่อชาวอาหรับเดินทางติดต่อค้าขายกับแอฟริกา  พวกอาหรับได้นำกล้วยมาเผยแพร่ที่แอฟริกาด้วย
ในราวศตวรรษที่  15  เมื่อชาวยุโรปเดินทางไปยังดินแดนต่างๆ  เพื่อ  การสำรวจและแสวงหาดินแดนใหม่  ณ  เวลานั้นปรากฏว่า  แถบชายฝั่งของแอฟริกาตะวันตก  ประชาชนนิยมปลูกกล้วยกันอย่างแพร่หลาย
การเดินทางของกล้วยมิได้หยุดอยู่แค่นั้น  เพราะในปี  ค.ศ. 1400  ชาวโปรตุเกสซึ่งเป็นนักเดินเรือผู้เก่งกล้าสามารถได้นำกล้วยไปยังหมู่เกาะคานารีด้วย
ปัจจุบันหมู่เกาะคานารีเป็นแหล่งปลูกกล้วยที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก  หมู่เกาะนี้ในเวลาต่อมาได้รับการยกย่องว่าเป็นเกาะประวัติศาสตร์ของการแพร่พันธุ์กล้วยสู่โลกใหม่
ความเป็นมาของกล้วยในประเทศไทยในตอนแรกได้กล่าวไปบ้างแล้วว่า  กล้วยเป็นพืชเก่าแก่ที่อยู่คู่กับคนไทยมานานแสนนาน  และโดยทางประวัติศาสตร์แล้ว  ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งถือว่าเป็นถิ่นกำเนิดสำคัญของกล้วยป่าขึ้นชุกชุม
กล้วยที่ถือว่าเป็นพันธุ์ดั้งเดิมของไทย เป็นกล้วยที่ขึ้นอยู่ในบริเวณภาคใต้ของไทย  ได้แก่  กล้วยไข่ทองร่วง  กล้วยเล็บมือนาง  เป็นต้น
ประเทศไทยมีกล้วยหลากหลายพันธุ์  และสันนิฐานกันว่า  คนไทยเป็นชนชาติที่อพยพมาจากจีนตอนใต้  ซึ่งจีนตอนใต้นี้มีอาณาเขตอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย   ดังนั้นการอพยพของคนไทยจึงเป็นไปได้ว่าได้นำพันธุ์กล้วยที่เป็นสายพันธุ์จากอินเดียและจีนนำติดตัวมาด้วย  ทั้งนั้นเพราะกล้วยเป็นพืชที่ปลูกง่ายให้ผลเร็ว  เหมาะสำหรับนำติดตัวปลูกไว้เป็นอาหารยามขาดแคลน
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เคยมีการสำรวจสายพันธุ์กล้วยในประเทศไทย  พบว่ามีสายพันธุ์กล้วยในประเทศไทยมากถึง 323  สายพันธุ์

ส่วนประกอบของกล้วย
ใบกล้วย หรือ ใบตอง
 ต้นกล้วย
                   ต้นกล้วย ต้นกล้วยส่วนที่เราเห็นโผล่พ้นจากดินนั้น อันที่จริงเป็นก้านใบของกล้วย ในทางวิชาการถือว่าเป็นลำต้นเทียมประกอบด้วย ก้านใบจำนวนมากอัดกันแน่นเป็นชั้นๆชั้นนอกสุดมีความแข็ง และเหนียวมากกว่าก้านใบที่อยู่ด้านใน จากผลการวิเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมีของต้นกล้วย โดยกลุ่มงานวิเคราะห์อาหารสัตว์ กองอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ พบว่า ต้นกล้วยสดมีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ มีปริมาณโปรตีนคิดจากน้ำหนักแห้งเพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง ใกล้เคียงกับฟางข้าว มีเยื่อใยคิดจากน้ำหนักแห้ง 26.1เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามระดับเยื่อใยในต้นกล้วยค่อนข้างต่ำ จึงสามารถใช้ต้นกล้วยเป็นอาหารเลี้ยงสุกร ซึ่งเป็นสัตว์กระเพาะเดี่ยวได้ นอกจากนั้นยังพบว่า ต้นกล้วยมีระดับแร่ธาตุแคลเซียม ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ โปแตสเซียมประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัส 0.1 เปอร์เซ็นต์ แมกนีเซียมประมาณ 0.42 เปอร์เซ็นต์ แร่ ธาตุแมงกานีส ทองแดง เหล็ก และสังกะสีประมาณ 2.87 0.05 6.37 และ1.41 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักแห้ง 100 กรัม ตามลำดับ
                    การใช้ต้นกล้วยเลี้ยงสัตว์ จึงทำให้สัตว์ได้รับแร่ธาตุ และวิตามินต่างๆด้วย เนื่องจากต้นกล้วยสดมีปริมาณน้ำเป็นส่วน ประกอบมากต้นอ่อนๆของกล้วย มีเยื่อใยต่ำการนำต้นกล้วยสดสับผสมฟางข้าว หรือหญ้าแห้งเลี้ยง โค-กระบือ  ในฤดูแล้งจะทำให้ โค-กระบือ กินอาหารได้มากขึ้น สัตว์สามารถประทังความหิวได้ และได้รับสารอาหารปลีกย่อย เช่น แร่ธาตุ และวิตามินต่างๆมากขึ้น อาจจะทำให้ โค-กระบือ สามารถเจริญเติบโตตามปกติ ตลอดช่วงฤดูแล้งในแต่ละปี



          ใบกล้วย ใบกล้วยสด มีสีเขียวเข้ม มีวัตถุแห้งประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำมากถึง 72 เปอร์เซ็นต์ มีสารอาหารที่สำคัญ เช่น โปรตีนคิดจากน้ำหนักแห้งประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ มีเยื่อใยประมาณ 24 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบคุณค่าทางอาหารของใบกล้วยสด กับพืชอาหารสัตว์อื่นๆจะเห็นว่า ใบกล้วยสดมีระดับโปรตีนใกล้เคียงกับหญ้าขนสด (ใบกล้วยมีโปรตีนคิดจากนน้ำหนักแห้ง 12 เปอร์เซ็นต์ หญ้าขนมีโปรตีน 10 เปอร์เซ็นต์ โดยประมาณ) ส่วนใบของกล้วยไม่รวมก้านใบมี โปรตีนใกล้เคียงกับพืชตระกูลถั่ว ใบสดของต้นกล้วยจึงเป็นผลพลอยได้ที่น่าจะนำมาใช้เป็นอาหารหยาบสำหรับเลี้ยง โค-กระบือ ร่วมกับฟางข้าว และหญ้าแห้ง จะทำให้โค-กระบือกินอาหารมากขึ้น การนำใบกล้วยหั่นเป็นฝอยตากแห้งแล้ว นำมาผสมอาหารข้นเลี้ยงสุกร หรือสัตว์ปีก อาจจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าจะลดต้นทุนการผลิตได้ เนื่องจากใบกล้วยมีเยื่อใยสูงไม่มากนัก สัตว์กระเพาะเดี่ยวสามารถใช้ประโยชน์ได้มากพอสมควร ข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ ใบกล้วยมีระดับ ไขมันค่อนข้างสูง น่าจะใช้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับสัตว์ได้ค่อนข้างดีแหล่งหนึ่ง ประโยชน์อีกอย่างของใบกล้วยหรือใบตองก็คือ
            ใบตอง...ในวิถีชีวิตของคนไทยในทุกหนแห่ง  ได้นำใบตองมาใช้ประโยชน์ได้มากมายทั้งในชีวิตประจำวัน  ในพิธีกรรมต่างๆ การบวงสรวงต่าง เช่นทำบายศรี กระทง  กรวย  มาลัย ห่อขนม ห่ออาหาร   ที่รองอาหาร  หรือวางขนม  ทำเป็นภาชนะใส่อาหาร  ปลาตะเพียน  ใบตองแห้งนำมาเป็นที่มวนบุหรี่  สานเป็นที่ใส่ของ  กระเป๋า   

ปลีกล้วย  
          ปลีกล้วย.. คือดอกรวมที่มีกาบขนาดใหญ่ห่อหุ้มอยู่ภานนอกเรียงตัวทับซ้อนกันแน่นเป็นรูปดอกบัวตูมทรงสูง  แต่ดอกกล้วยที่แท้จริงก็คือส่วนที่เป็นหลอดสีเหลืองที่ติดและเรียงตัวอยู่รอบแกนขนาดใหญ่รวมกันเป็นช่อดอกแต่ละช่อจะถูกแบ่งกั้นด้วยกาบที่มีสีน้ำตาลแดงเป็นชั้นๆ กล้วยหนึ่งดอกจะเจริญเป็นผลกล้วยเพียงหนึ่งผลกล้วยหนึ่งช่อก็คือกล้วยหนึ่งหวี  และกล้วยหลายๆหวีมารวมกันเราเรียกว่ากล้วยหนึ่งเครือ
ผลกล้วย
       ผลกล้วยทั้งหมดที่ออกจากช่อดอกเรียกว่า  “เครือ”ส่วนผลกล้วยจากกลุ่มดอกแต่ละกลุ่มเรียกว่า  “หวี” (Hand)
พันธ์กล้วย
             หากสามารถรวบรวมพันธุ์กล้วยทั่วโลกมาปลูกไว้ในที่เดียวกันสวนกล้วยแปลงนั้นคงต้องใช้เนื้อที่มาก เพราะกล้วยมีสายพันธุ์หลายร้อยพันธุ์ เฉพาะในประเทศไทยก็มีถึง 323 สายพันธ์ ทดลองปลูกได้แล้ว 59 สายพันธุ์ ทั้งที่เป็นกล้วยป่า  กล้วยในท้องถิ่น  พันธุ์ที่นำมาจากต่างประเทศ  พันธุ์กล้วยที่รู้จักกันทั่วไปมีมากมาย
เช่น       กล้วยป่า 
            กล้วยตานี ผลใหญ่มีเมล็ดมาก 
            กล้วยน้ำไทหรือกล้วยหอมเล็ก            
            กล้วยไข่ในประเทศไทยนิยมปลูกมากที่จังหวัดกำแพงเพชร จึงมีคนเรียกว่ากล้วยไข่กำแพงเพชร 
            กล้วยหอมจันทร์                              
            กล้วยนมสาว  พบทางภาคใต้
            กล้วยร้อยหวี  มีผลมาก ผลขนาดเล็ก
            กล้วยหอมทองผลใหญ่
            กล้วยหอมใต้หวัน  มีผลดกกว่ากล้วยหอมทอง
            กล้วยหอมเขียวค่อม  ผลสุกโดยธรรมชาติจะมีสีเขียว  แต่ถ้าบ่มถูกวิธีก็จะมีสีเหลือง
            กล้วยนากมีผลใหญ่
            กล้วยน้ำ
            กล้วยขม
            กล้วยน้ำว้า  ถ้าแบ่งตามไส้จะมี 3 ชนิด  คือ ชนิดไส้ตรง   ชนิดไส้เหลือง  และชนิดไส้แดง
            กล้วยหักมุก  ลักษณะผลเป็นเหลี่ยมชัดเจน  เปลือกหนา 
            กล้วยส้ม  ลักษณะคล้ายกล้วยหัวมุก  แต่ผลเล็กกว่า
            กล้วยนิ้วมือนาง  ผลค่อนข้างใหญ่  ลักษณะอ้วนป้อม
            กล้วยหิน  มีมากทางภาคใต้  มีผลดกคล้ายกล้วยตานี
            กล้วยเปรี้ยว  มีรสค่อนข้างเปรี้ยว
            กล้วยแพ  ลักษณะใบแผ่ออกไปคล้ายพัด
            กล้วยบัว  ลักษณะหัวปลีคล้ายดอกบัว ต้นขนาดเล็ก  มักใช้เป็นไม้ประดับ
วิธีปลูก รักษา ดูแล
        กล้วยปลูกได้ง่าย มีทั้งแบบยกร่อง และปลูกบนพื้นที่ราบ ขุดหลุมกว้าง ยาว ลึกประมาณด้านละ 2 ฟุต  แต่ละหลุมห่างกัน 5 เมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักผสมดินปากหลุม ทิ้งไว้ประมาณ 5 วันก่อนปลูก          พันธุ์กล้วยก็เลือกใช้พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศแต่ละท้องถิ่นเพราะกล้วยบางชนิด อาจจะเติบโตได้ดีเฉพาะในบางท้องถิ่น การปลูกอาจจะเลือกปลูกโดยวิธีต่าง ๆ เช่น
การปลูกด้วยหน่อ   ที่ขุดแยกออกมาจากต้นแม่ ควรเลือกหน่อที่สมบูรณ์ แต่ยังไม่สูงนักเลือกหน่อ กล้วยที่ใบเล็ก ๆ เรียว ที่เรียกว่าหน่อใบดาบ ซึ่งจะสูงประมาณ 2-3 ฟุต เพราะถ้าใช้หน่อที่โตเกินไป อาจจะทำให้กล้วยชะงักการเจริญเติบโตได้ การปลูกกล้วยด้วยหน่อนั้นถ้าต้องการให้กล้วยออกเครือในทิศทางเดียวกัน ก็ให้ปลูกโดยหันรอยแผลของหน่อไว้ในทิศทางเดียวกันกล้วยก็จะออกใน ทิศทางตรงกันข้ามกับรอยแผลเหมือนกันหมดซึ่งจะสะดวกต่อการตัดเครือ ในภายหลัง            








การปลูกด้วยเมล็ด วิธีนี้ไม่ค่อยนิยมกันมากนักเหมาะกับกล้วย บางชนิดเท่านั้นอาจใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่เคยทำกันมาแต่ก่อน ด้วยการเพาะเมล็ดพันธุ์ในกระทงใบกล้วย กระบอกไม้ไผ่ หรือเพาะบนแปลงทดลองหลังจากต้นอ่อนเติบโตสูงได้ประมาณ 1 ฟุต ก็แยกลงหลุมปลูกต่อไป
การปลูกโดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นวิธีการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งจะเป็นที่นิยม กันมากในอนาคต เพราะสามารถขยายพันธุ์กล้วยได้เป็นจำนวนมาก ได้กล้วยพันธุ์แท้ และคุณภาพดี เราอาจจะใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทดลองการเพาะเนื้อเยื่อตามกระบวนการหรือติดต่อขอซื้อต้นพันธุ์ จากหน่วยงานทางการเกษตรที่เพาะเนื้อเยื่อมาปลูกได้ 
 หลังจากปลูกกล้วยในบริเวณพื้นที่ ที่เตรียมไว้แล้วสิ่งที่ต้องเอาใจใส่ ่ก็คือการให้น้ำต้นกล้วยอย่างเพียงพอแต่อย่าให้น้ำท่วมขังเพราะจะทำให้ รากของกล้วยเน่าได้ปุ๋ยที่ให้ควรเป็นปุ๋ยธรรมชาติหากกล้วยสมบรูณ์ดี ก็จะออกเครือหลังจาการปลูกประมาณ 8-12 เดือนก่อนออกเครือ กล้วยจะแทงหน่อจำนวนมาก เราต้องทำลายหน่อทิ้ง เว้นไว้เพียง 1-2 หน่อ ก็พอเพื่อไม่ให้แย่งอาหารแต่ข้อระวังอย่าขุดแยกหน่อในขณะกล้วยออกเครือ เด็ดขาด จะทำให้ผลกล้วยเติบโตไม่เต็มที่ นอกจากนี้ ก็คอยทำลายวัชพืช และดูแลสวนกล้วยให้โล่งเตียน
   โรคของกล้วยที่ควรระวังก็คือ โรคตายพราย โรคยอดม้วน โรครากเน่า  และพวกหนอนแมลงต่าง ๆ ที่จะทำลายลำต้น ใบและผลของกล้วยได้ แต่ถ้าหากเราให้น้ำและปุ๋ยเพียงพอ ต้นกล้วยจะแข็งแรงไม่ค่อยมีโรค
       ข้อควรระวังอีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าเครือกล้วยมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมากจะต้องหาไม้มาค้ำก้านเครือกล้วยเพื่อช่วยรับน้ำหนัก ไม่ให้ก้านเครือกล้วยหักก่อนที่ผลเครือกล้วยจะแก่  
        จะเห็นว่ากล้วยเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกง่าย ใช้เวลาสั้น มีประโยชน์มากมาย กินก็ได้ ขายก็ได้ เรามาลองปลูกกล้วยกันเถอะ        



         ประโยชน์ของกล้วย  
       เราคงจะไม่ปฏิเสธว่า "กล้วย" เกี่ยวข้องและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยนับตั้งแต่เกิดจนกระทั่ง สิ้นอายุขัย...
      ในสมัยโบราณ เมื่อสตรีจะคลอดบุตรมักจะมีการจัดเครื่องบูชาสำหรับหมอตำแยเพื่อทำพิธีกรรมที่เป็น มงคลแก่แม่ และลูกที่จะคลอดออกมา เครื่องบูชามักจะประกอบด้วย ขันข้าว ซึ่งบรรจุด้วยข้าวสาร เงิน และสิ่งของต่าง ๆ ได้แก่ หมาก พลู ธูป เทียน และในจำนวนนี้จะต้องมีกล้วยอยู่เสมอ
      เมื่อทารกอายุได้ประมาณ 3 เดือน และพร้อมที่จะรับประทานอาหารอื่นนอกจากนมแม่ได้แล้ว แม่จะเริ่มให้ลูกรับประทานกล้วยควบคู่กับนม เพราะเห็นว่ากล้วยเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย
      เมื่อลูกโตขึ้น แม่ก็จะพยายามประดิษฐ์ของเล่นให้ลูก ของเล่นเหล่านั้นส่วนหนึ่งก็มาจากกล้วย เป็นต้นว่า
  • นำก้านกล้วยมาทำเป็นปืนเด็กเล่น                         
  • นำก้านกล้วยมาทำเป็นม้าสำหรับขี่
  • นำใบตองมาม้วนทำเป็นปี่สำหรับเป่า
  • นำหยวกกล้วยมาทำเป็นทุ่น หรือแพ สำหรับหัดว่ายน้ำ
     ในวัยศึกษาเล่าเรียน กล้วย ก็เข้ามาสู่ห้องเรียนในลักษณะต่าง ๆ เช่น
  • ผูกเป็นปริศนาให้ทาย เช่น  "อะไรเอ่ย ต้นเท่าขา ใบวาเดียว"
  • ใช้เปรียบเทียบกับความงามของสุภาพสตรีในวรรณคดี เช่น  "เรื่องกามนิต-วาสิฏฐี ที่ว่า ขาเธองามดุจลำกล้วย"
  • ใช้ในคำพังเพยเปรียบเทียบการทำลายล้างเผ่าพันธุ์อย่างถอนรากถอนโคลน    "โค่นกล้วยอย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก"
  • ใช้ในสำนวนหรือคำพังเพยแสดงความหมายว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ เช่น  ง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก     เรื่องกล้วย ๆ กล้วยมาก
     ตลอดช่วงชีวิตมนุษย์  สามารถใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของกล้วย เช่น  ใช้เป็นอาหารคาว หวาน  ใช้ประดิษฐ์เป็ฯของใช้  ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรค
     ในงานบวช และงานมงคลต่าง ๆ  กล้วย มักจะถุนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของงานในลักษณะต่าง ๆ เสมอ เช่น
  • ใบตองกล้วย  ถูกนำมาใช้ประดิษฐ์เป็นบายศรีเป็นส่วนประกอบ ของพวงมาลัย
  • ก้านกล้วย และใบตอง  นำมาใช้เป็นกระทง 
  • กล้วยทั้งเครือ นำมาประดับบ้าน เวลามีงานมงคล
     เมื่อถึงคราวที่หนุ่ม สาวจะเข้าสู่พิธีแต่งงานกล้วยจะเป็นพืชชนิดหนึ่ง ที่มักจะนำมาใช้ เป็นส่วนประกอบของงานเสมอ เช่น
  • ใช้ต้นกล้วยเป็นส่วนประกอบในขบวนแห่ขันหมาก
  • ใช้ผลกล้วย ใบกล้วย ก้าน และหยวกกล้วย เป็นส่วนประกอบในการประกอบพิธีการต่าง ๆ
     ในการปลูกสร้างบ้านเรือนกล้วยจะเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำพิธียกเสาเอกลงหลุมโดยเขามัก จะใช้หน่อกล้วยและต้นอ้อยผูกไว้ที่ปลายเสาเอกและเมื่อทำพิธียกเสาลงหลุมเสร็จก็จะปลดเอาหน่อกล้วย และต้นอ้อย ไปปลูกไว้ในบริเวณใกล้บ้าน พยายามประคับประคองให้เจริญงอกงามเพราะถือว่าเป็น เครื่องเสี่ยงทายความอุดมสมบูรณ์ของเจ้าของบ้าน 
      จวบจนกระทั่ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต มนุาย์เราก็ยังเกกี่ยวข้องกับกล้วยอย่างมิเสื่อมคลาย ในสมัยก่อน เขามักใช้ใบตองมารองศพ ใช้ต้นกล้วยมาสลักหยวก(แทงหยวก) ประดิษฐ์ในเมรุ หรือโลงศพ ใช้ต้นกล้วย ใบตอง ทำฐานเสียบดอกไม้ประดับในงานศพ "กล้วยเจ้าเอ๋ย...เจ้ามิเคยห่างหายไปจากข้าเราผูกพันกับเจ้า ตลอดมา และตัวข้าจะลืมเจ้าได้ฉันใดเล่าเพื่อนเอย"
กล้วยกับเศรษฐกิจไทย
       กล้วยเป็นพืชที่ขึ้นง่ายโตเร็วดูแลรักษาไม่ยากนักแต่ประโยชนที่ได้รับจากทุกส่วนของกล้วย ล้วนมีคุณค่ามหาศาล จึงน่าจะเป็นพืชชนิดหนึ่งที่คนไทยทุกคนควรหันมาจับตามองและให้ความสำคัญ อย่างจริงจังไม่เพียงแต่ปลูกกล้วยไว้เป็นอาหาร เพื่อเป็นร่มเงาหรือปล่อยให้แตกหน่ออย่างตามมีตามเกิด เท่านั้นแต่น่าจะมองในแง่คุณค่าทางเศรษฐกิจที่จะช่วยพัฒนาชีวิตของครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติ โดยส่วนรวม
       ตัวอย่างต่อไปนี้อาจเป็นแนวคิดที่จะสร้างเศรษฐกิจจาก  "  กล้วย  "ได้บ้าง           ปลูกกล้วยเป็นพืชหลักอย่างหนึ่งในการทำเกษตรกรรมแบบไร่นาสวนผสมสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ ไม่มากนักเช่น  ขุดบ่อเลี้ยงปลา  เลี้ยงไก่ ขุดคันร่องรอบพื้นที่ที่บนคันร่องปลูกกล้วยสลับกับพืชเศรษฐกิจ อื่น ๆ ที่สามารถหมุนเวียนเก็บขายเป็นรายได้ตลอดปี
       ปลูกกล้วยเป็นพืชเป็นพืชแซมพืชชนิดอื่น  ที่มีอายุยาวนานกว่าเช่น  มะม่วง  ทุเรียน  เงาะ  ลิ้นจี่  ลางสาด  ลำใย ฯลฯ  เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่พืชชนิดอื่นและสามารถนำมาจำหน่ายหรือแปรรูป ออกมาจำหน่ายในระหว่างที่พืชอื่นยังไม่ถึงเวลาออกลูกออกผล
        ปลูกกล้วยชนิดเดียวเพื่อเน้นการจำหน่ายผลและผลผลิตจากกล้วย  เช่น 
  •   การปลูกกล้วยไข่  ในจังหวัดกำแพงเพชร
  •   การปลูกกล้วยหอม  เพื่อการส่งออกในบางจังหวัด เช่น  พระนครศรีอยุธยา  อ่างทอง  เป็นต้น
  •   การปลูกกล้วยชนิดต่าง ๆ เพื่อการจำหน่ายและการอุตสาหกรรม เช่น ในจังหวัดเพชรบุรี
       ปลูกกล้วยในบริเวณบ้านเพื่อให้ร่มเงา บรรยากาศสดชื่นหรือปลูกไว้รับประทานหรือจำหน่าย ปลูกกล้วยเป็นไม้ประดับเช่น  การปลูกกล้วยกระถาง  ปลูกกล้วยบอนไซ ปลูกกล้วยเป็นอาชีพอิสระ เพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียนโดยใช้พื้นที่ใน  การปลูกทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน คนไทยเราส่วนใหญ่มักจะคิดว่าข้าวเท่านั้นที่เป็นอาหารหลักทั้งๆ ที่มีอาหารอื่นทั้งที่หาได้ไม่ยาก และมีคุณค่าทางอาหารมากมายไม่แพ้ข้าว เช่น กล้วยเป็นต้นซึ่งนอกจากจะเป็นอาหารแล้วยังให้ ประโยชน์ด้านอื่นอีกมากมาย เราได้แต่ฝันว่า       สักวันหนึ่งคนไทยจะหันมาให้ความสำคัญกับกล้วยมากกว่านี้และเมื่อนั้นกล้วยจะกลายเป็น พืชเศรษฐกิจอันดับต้น ๆของไทยทีเดียว
ผลผลิตจากกล้วย
กล้วยเป็นอาหาร
      จะผิดไหมนะ ถ้าพูดว่า "คนไทยทุกคนรู้จักกล้วย" หรือ "คนไทยทุกคนเคยกินกล้วย"คิดว่าคงไม่ผิด นัก อย่างมากก็ถูกไม่หมด
      กล้วยที่พูดถึงอยู่นี้ หมายถึง พืชชนิดหนึ่ง จำพวกต้นเป็นกาบหุ้มแก่น ซึ่งเรียกว่า หยวกใบแบนยาว ดอกเป็นปลี รูปยาวเป็นวง เป็นพืชที่เราได้รับประโยชน์จากแทบทุกส่วนของมัน ไม่ว่าจะเป็น ต้น กาบ ก้าน ใบ ปลี ผล และแม้กระทั่งยางกล้วย จะเว้นอยู่ก็แต่ ราก และเหง้าเท่านั้น
      คน นอกจากกินทุกส่วนของกล้วยเป็นอาหารเช่นเดียวกับช้างแล้ว คนยังนำส่วนต่าง ๆ ของกล้วย มาใช้  ประโยชน์ต่าง ๆ อีกมากมาย
      ต้นกล้วย หรือหยวกกล้วย หรือกาบกล้วย   ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง  เช่น  แกงกะทิ แกงเลียง แกงป่า ผัดเผ็ด ห่อหมก เป็นต้น
      ก้านกล้วย เมื่อปลอกเปลือกนอกที่แข็งและเหนียวออกแล้ว จะได้ไส้ในที่อ่อนนุ่มเป็นรูพรุนดั่งฟองน้ำ  มีรสหวานนิด ๆ นำไปหั่นละเอียดใส่เป็นส่วนผสมของอาหารจำพวก ลาบ ลู่ ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณ และรสชาติ ได้เป็นอย่างดี
     ใบกล้วย หมายถึง  ใบอ่อน ส่วนที่ฝังอยู่ใจกลางลำต้นกินสด ๆ หรืออาจจะลวกให้นิ่ม จิ้มน้ำพริกกิน กับข้าวอร่อยดีนัก
     ปลีกล้วย   หลายท้องถิ่นนำมาจิ้มน้ำพริกกินกับข้าว ทั้งในรูปผักสด และผักต้ม  บางถิ่นนำมาหั่น ให้ฝอย เป็นผักเคียงกินกับขนมจีน หรือหมี่กะทิ ในขณะที่หลายท้องถิ่นนำไปประกอบอาหาร ประเภทยำ และประเภทต่าง ๆ
     ผลกล้วยดิบ   เรานำกล้วยดิบไปประกอบอาหาร ทั้งอาหารคาว และหวาน อาหารคาว เช่น กล้วยลูกอ่อนต้ม เป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือหั่นเป็นแว่นบาง ๆ ดองเป็นผักจิ้ม ทำส้มตำกล้วย ทำแกงเผ็ด เครื่องเคียงแหนมเนือง เป็นต้น      อาหารหวาน  เช่น กล้วยลูกโตพอสมควรนำมาต้มแล้วปลอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นโรยมะพร้าวขูด และน้ำตาล หรือนำมาฝานบาง ๆ ทำเป็นกล้วยฉาบ เป็นต้น แต่ถ้าเป็นกล้วยที่ห่ามแล้วก็นำไปทำกล้วยปิ้ง กล้วยเผา กล้วยทับ ฯลฯ
      ผลกล้วยสุก   นอกจากเรากินกล้วยสุกในฐานะผลไม้อย่างดีชนิดหนึ่งแล้วเรายังนำกล้วยสุก ไปประกอบ หรือทำเป็นอาหารหวานชนิดต่าง ๆ ได้สารพัด เช่น กล้วยบวชชี กล้วยเชื่อม กล้วยแขก ข้าวเม่าทอด ข้าวต้มผัด กล้วยกวน ขนมกล้วย เป็นต้น นอกจากนี้อาจทำเป็นกล้วยคืนรูปโดยนำกล้วยสุก ไปลวกน้ำร้อน แล้วนำไปตากให้แห้ง เก็บไว้นาน ๆ เมื่อต้องการใช้ก็นำมาลวกน้ำร้อนอีกครั้งจะคืนสภาพ เหมือนกล้วยสุก ทั่วไป นำไปประกอบอาหารได้ตามวัตถุประสงค์
กล้วยกับการนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ
      ต้นกล้วย ใช้ประโยชน์โดยตรงได้หลายอย่าง เช่น นำมาเสียบเรียงติดต่อกันหลาย ๆ ต้น ทำเป็นแพล่องไปในน้ำได้สบาย ๆ หรือไม่ก็ให้เด็กใช้ในการฝึกว่ายน้ำ  ในค่ายมวยหลายแห่งใช้ต้นกล้วยที่ตัดเครือแล้ว มาให้นักมวยฝึกซ้อมต่างกระสอบทรายไม่ว่าจะเตะ ต่อย ตีศอก ตีเข่า ได้ทั้งนั้น  ในภาคอีสานหลายจังหวัดใช้ต้นกล้วยผูกเชือกหัว-ท้าย      ลากในแปลงนาให้ผิวหน้าดินเรียบในการไถคลาดก่อนการหว่านกล้า บางแห่งใช้ต้นกล้วย และกาบกล้วยสด มาสลักหรือที่เรียกว่า การแทงหยวกประดับหีบศพ หรือเมร
      กาบกล้วย   นอกจากนำไปฉีกเป็นเส้นตากให้แห้งทำเป็นเชือกที่เรียกว่า เชือกกล้วย ใช้มัดสิ่งของต่างๆ  แล้วอาจนำมาสาน หรือถักทอ ประดิษฐ์เป็นของใช้ของตกแต่ง หรือของเล่นชนิดต่าง ๆ ได้  ผลกล้วย  กล้วยน้ำว้าสุก ฝานบาง ๆ ใช้ปิดรูรั่วหลังคาสังกะสี ทนเป็นปี ดีนักแล
      ใบกล้วย (ใบตอง)  ทั้งใบตองสดหรือใบตองแห้งนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย  ใบตองสด สามารถนำมาทำกระทง  บายศรี หรือนำมาห่อขนมต่าง ๆ   หรือนำมารีดให้แห้งเพื่อนำมาใช้มวนบุหรี่สูบ
กล้วยกับการนำมาใช้เป็นยารักษาโรค
       บรรพบุรุษเผ่าพันธุ์ไทย มีภูมิปัญญาอันชาญฉลาด ได้นำส่วนต่าง ๆ ของกล้วยมาใช้รักษาโรค ซึ่งปัจจุบัน ยังคงใช้อยู่บ้าง เช่น ยางกล้วยใช้รักษาบาดแผลสด
       ถ้าเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร  ใช้กล้วยหักมุกดิบบดเป็นผงรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา วันละ 4 ครั้ง หรือใช้กล้วยน้ำว้าสุกงอม รับประทานครั้งละ 2 ผลก่อนอาหาร 1-2 ชั่วโมง วันละ 3 ครั้ง จะช่วยผ่อนคลายหนักเป็นเบาได้
       ถ้าท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้กล้วยสุกตากแห้งแล้วบดให้ละเอียด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ 4 เวลา ก่อนอาหาร และก่อนนอน รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 7-10 วัน
       ถ้าเป็นบิดเรื้อรัง   ใช้กล้วยห่ามครึ่งผลผสมกับน้ำมะขามเปียก และเกลือ 1 ช้อนชา รับประทานวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ช้อนชา
       ถ้าต้องการมีอายุวัฒนะ อาจใช้กล้วยสุกงอมกับน้ำผึ้งเดือนห้า รับประทานครั้งละ 1-2 ผล หรือกล้วย สุกงอมหนึ่งหวีผสมกับมะตูมสุก 5 ผล บดผสมกับน้ำผึ้งเดือนห้า ปั้นเป็นเม็ดเท่าเมล็ดพุทรา รับประทาน ครั้งละ 1-2 เม็ดก่อนนอน หรือใช้กล้วยน้ำ หรือกล้วยน้ำว้าสุกงอมแช่น้ำผึ้ง 20 วัน แล้วรับประทานวันละ 1 ผลเป็นต้น
       นอกจากจะใช้เป็นยารักษาโรคดังกล่าวมาแล้วกล้วยยังนำมาเสริมสร้างสุขภาพของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ เช่น  คั้นน้ำจากต้นกล้วยใช้ทากันผมร่วงก็ได้ เปลือกกล้วยหอมสุกใช้ด้านในถูส้นเท้าหรือฝ่าเท้าที่แตก วันละ 3-4 ครั้ง  เหง้ากล้วยน้ำว้า 1 กำมือ ต้ม 10-15 นาที ดื่มวันละ 4-5 ครั้ง ทำให้ถ่ายปัสสาวะดีขึ้น